Things you need to know
- 1. หุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดในแดนลบ หลังรายงานการประชุมล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) สะท้อนท่าทีเชิงเข้มงวดทางการเงิน (Hawkish) มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ประกอบกับการที่นักลงทุนผิดหวังต่อแนวโน้มผลประกอบการในปี 2026 ของหุ้น Walmart โดยดัชนี Dow Jones ปรับตัวลดลง 0.54% ปิดที่ 49,395.16 จุด ขณะที่ S&P 500 ลดลง 0.28% ปิดที่ 6,861.90 จุด และดัชนี Nasdaq อ่อนตัวลง 0.31% ปิดที่ 22,682.73 จุด ด้าน Walmart ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้คาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) สำหรับปี 2026 อยู่ในช่วง 2.75–2.85 ดอลลาร์ต่อหุ้น ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.96 ดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลง 1.38%
- 2. กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงาน จำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ล่าสุด ลดลง 23,000 ราย จากสัปดาห์ก่อนหน้า สู่ระดับ 206,000 ราย ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 223,000 ราย สะท้อนภาพตลาดแรงงานที่ยังคงมีความแข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง เพิ่มขึ้น 17,000 ราย สู่ระดับ 1.869 ล้านราย สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.860 ล้านราย
- 3. หุ้นของ Samsung Electronics ปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ในวันพฤหัสบดี โดยเพิ่มขึ้น 4.86% ปิดที่ระดับ 190,000 วอน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แรงหนุนสำคัญมาจากรายงานของหนังสือพิมพ์ Chosun Ilbo ที่อ้างแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากำหนดราคาจัดส่งชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงรุ่นใหม่ HBM4 ที่ระดับประมาณ 700 ดอลลาร์ต่อชิ้น สูงกว่ารุ่นก่อนหน้า HBM3E ราว 20%–30% โดยราคาที่สูงขึ้นช่วยเสริมอำนาจการตั้งราคา และอัตรากำไรของผู้ผลิตชิปอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ Samsung Electronics ได้เริ่มการผลิตชิป HBM4 ในเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้บริษัทอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมเก็บเกี่ยวประโยชน์จากกระแสความต้องการหน่วยความจำสำหรับ AI ซึ่งคาดว่าจะดำเนินต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึงปี 2026
- 4. OpenAI ใกล้สรุปการระดมทุนเฟสแรกของรอบใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มระดมทุนได้มากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมศักยภาพทางการเงินและรองรับแผนพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยบริษัทมีแผนลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ในระดับ “ล้านล้านดอลลาร์” ในระยะยาว ส่งผลให้มูลค่ากิจการภายหลังการเพิ่มทุนอาจปรับขึ้นสูงกว่า 850,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าประมาณการเดิมที่ 830,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าก่อนการเพิ่มทุนอยู่ที่ประมาณ 730,000 ล้านดอลลาร์ ในส่วนของเงินลงทุนเฟสแรกคาดว่าจะมาจากนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ ได้แก่ Amazon, SoftBank, Nvidia และ Microsoft โดยหากแต่ละรายเข้าลงทุนในระดับสูงสุดตามที่มีการหารือกัน วงเงินรวมจะเข้าใกล้ 100,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะสามารถสรุปสัดส่วนการลงทุนได้ภายในสิ้นเดือนนี้
|
|