1. ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดแทบไม่เปลี่ยนแปลง โดยปรับเพิ่มขึ้นเพียง 0.43 จุด หรือ 0.01% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ และ Nasdaq +0.55% และ -0.44% ตามลำดับ จากแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มชิปหลังปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นตั้งแต่ต้นปี นำโดยหุ้น NVIDIA ที่ปรับลดลงราว 2% และ Oracle ที่ปรับลง 1.65% อย่างไรก็ดี ตลาดได้รับแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศซึ่งปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของสหรัฐฯ สู่ระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปีหน้า โดยหุ้น Lockheed Martin ปรับตัวขึ้น 4.34% ความสนใจของนักลงทุนยังคงมุ่งไปที่การประกาศรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ซึ่งคาดว่าจะสะท้อนทิศทางตลาดแรงงานและการเติบโตของค่าจ้างได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยข้อมูลดังกล่าวจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินแนวโน้มและจังหวะการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในระยะถัดไป 2. กระทรวงแรงงานสหรัฐฯรายงานจำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ปรับเพิ่มขึ้น 8,000 ราย มาอยู่ที่ระดับ 208,000 รายจากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 213,000 ราย ขณะเดียวกัน ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 4 สัปดาห์ของจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ซึ่งลดความผันผวนระยะสั้น ปรับลดลง 7,250 ราย สู่ระดับ 211,750 ราย สะท้อนว่าภาวะการเลิกจ้างยังอยู่ในระดับจำกัด 3. ตลาดหุ้นโตเกียวปิดลบต่อเนื่องเป็นวันที่สองจากความกังวลต่อความตึงเครียดระหว่าง ญี่ปุ่น–จีน ซึ่งแนวโน้มทวีความรุนแรงโดยวันที่ 8 ม.ค. ดัชนีนิกเกอิปิดที่ระดับ 51,136 จุด ลดลง 825.98 จุด หรือ -1.59% แรงกดดันหลักมาจาก หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ หลังนักลงทุนกังวลมาตรการของจีนในการเข้มงวดการควบคุมการส่งออก สินค้าที่ใช้งานได้สองทาง (Dual-Use Items: DUI) ไปยังญี่ปุ่น โดยเฉพาะ แร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในหลายอุตสาหกรรม อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการที่จีนเดินหน้ากดดันญี่ปุ่นต่อเนื่อง ทั้งการรณรงค์ให้ชาวจีนลดการท่องเที่ยวญี่ปุ่น การควบคุมการส่งออก และล่าสุดการ เริ่มตรวจสอบการทุ่มตลาดสารไดคลอโรไซเลน (Dichlorosilane) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ 4. Samsung คาดกำไรไตรมาส 4 พุ่งกว่า 200% จากแรงหนุน AI ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ คาดกำไรจากการดำเนินงานไตรมาส 4 อยู่ที่ราว 20 ล้านล้านวอน (ประมาณ 13.8 พันล้านดอลลาร์) สูงกว่าคาดการณ์ตลาดที่ 18 ล้านล้านวอน และเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าจาก 6.49 ล้านล้านวอนในช่วงเดียวกันของปีก่อน จากแรงหนุนราคาชิปหน่วยความจำที่ปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางภาวะขาดแคลนอุปทาน ซึ่งมีปัจจัยหลักจากความต้องการชิปสำหรับ AI ที่เร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทจะประกาศผลประกอบการฉบับเต็มในช่วงปลายเดือนมกราคมนี้
|