1. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันจันทร์ โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังจากเผชิญแรงขายอย่างหนักในสัปดาห์ก่อนหน้าจากความกังวลที่เกี่ยวข้องกับธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยดัชนี Dow Jones ปิดที่ระดับ 50,135.87 จุด เพิ่มขึ้น 0.04% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.47% ปิดที่ระดับ 6,964.79 จุด และดัชนี Nasdaq ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.90% ปิดที่ระดับ 23,238.67 จุด ในรายบริษัท หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง โดยหุ้น Nvidia เพิ่มขึ้น 2.50% ขณะที่หุ้น Microsoft และ Oracle ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.13% และ 9.65% ตามลำดับ 2. Tokyo Electric Power Company (TEPCO) ประสบความสำเร็จในการกลับมาเดินเครื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คาชิวาซากิ-คาริวะ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นับเป็นการกลับมาเดินเครื่องครั้งแรกในรอบกว่า 15 ปี หลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ในปี 2011 โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้ประกอบด้วยเครื่องปฏิกรณ์ทั้งหมด 7 เครื่อง และมีกำลังการผลิตรวม 8.2 กิกะวัตต์ การกลับมาเดินเครื่องเตาปฏิกรณ์ 1 จาก 7 เครื่องดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญของยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ซึ่งมีนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานนิวเคลียร์มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลที่มีต้นทุนสูง และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว 3. บริษัท Samsung Electronics เตรียมเริ่มการผลิตชิปหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง HBM4 แบบผลิตจำนวนมาก (mass production) ภายในช่วงปลายเดือนนี้ และอาจเริ่มจัดส่งได้เร็วที่สุดในสัปดาห์ถัดจากช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน ชิปดังกล่าวคาดว่าจะถูกนำไปใช้ในหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ของ Nvidia ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบปัญญาประดิษฐ์ ทั้งนี้ รายงานระบุว่า Samsung Electronics ได้ผ่านกระบวนการรับรองคุณภาพจาก Nvidia และได้รับคำสั่งซื้อแล้ว โดยกำหนดการผลิตสอดคล้องกับแผนเปิดตัว AI accelerator รุ่นถัดไปของ Nvidia ภายใต้ชื่อ “Vera Rubin” พัฒนาการดังกล่าวช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุน และส่งผลให้ราคาหุ้น Samsung Electronics ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.92% ในการซื้อขายวันจันทร์ 4. Apollo Global Management, Inc. บริษัทชั้นนำด้านการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีกำไรต่อหุ้น (Adjusted EPS) อยู่ที่ 2.47 ดอลลาร์ สูงกว่าคาดการณ์ 0.43 ดอลลาร์ ขณะที่รายได้อยู่ที่ 9.86 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 5.3 พันล้านดอลลาร์เกือบสองเท่า
|