1. ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแรงจากความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน ส่งผลให้ดัชนี Nasdaq ปิดต่ำกว่าจุดสูงสุดล่าสุดมากกว่า 10% เข้าสู่ภาวะปรับฐาน โดยลดลง 2.4% ปิดที่ 21,408.08 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับลง 1.7% ปิดที่ 6,478.41 จุด และดัชนี Dow Jones ลดลง 1% ปิดที่ 45,959.43 จุด แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกเป็นระยะจากการเจรจา แต่ข้อความที่ขัดแย้งกันจากทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงกดดันความเชื่อมั่นนักลงทุน ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรง โดย Brent เพิ่มขึ้น 5.3% สู่ระดับ 107.64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI เพิ่มขึ้น 4.5% สู่ระดับ 94.39 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนความกังวลด้านอุปทานพลังงานและความเสี่ยงเงินเฟ้อทั่วโลก 2. สัญญาณเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ–อิหร่านยังสับสน OECD เตือนเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจโลก แม้ก่อนหน้านี้ตลาดจะได้แรงหนุนจากความหวังในการเปิดโต๊ะเจรจา แต่ท่าทีที่ขัดแย้งกันของทั้งสองฝ่ายได้เพิ่มความไม่แน่นอนต่อแนวโน้มการยุติความขัดแย้ง โดยอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอแผนสันติภาพ 15 ข้อจากสหรัฐฯ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าเตหะรานกำลังร้องขอให้มีการทำข้อตกลง ซึ่งสะท้อนความแตกต่างของจุดยืนอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ OECD เตือนว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจเร่งแรงกดดันเงินเฟ้อและกระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก พร้อมเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางจะกลับมาดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น 3. UBS มองว่าทองคำยังมีแนวโน้มฟื้นตัวจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง พร้อมคงเป้าหมายสิ้นปีที่ 5,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยประเมินว่าการปรับตัวลงของทองคำเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้นจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่ามากขึ้น ทั้งนี้ ปัจจัยหนุนในระยะถัดไปยังคงแข็งแกร่ง ได้แก่ แนวโน้มอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real yields) ที่มีทิศทางลดลง รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่ในระยะยาว ทองคำยังได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง อาทิ การกระจายความเสี่ยงออกจากเงินดอลลาร์สหรัฐ ระดับหนี้โลกที่อยู่ในระดับสูง การเข้าซื้ออย่างต่อเนื่องของธนาคารกลาง ส่งผลให้ทองคำยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงและเครื่องมือกระจายการลงทุนในพอร์ตระยะยาว 4. ไต้หวันเปิดเผยความคืบหน้าการจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ หลังได้รับหนังสือรับรองจากฝั่งสหรัฐฯ โดยนายเวลลิงตัน คู รัฐมนตรีกลาโหมไต้หวันระบุว่า แผนจัดซื้ออาวุธชุดใหม่ ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธสกัดกั้นขั้นสูง มูลค่าประมาณ 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ยังคงเดินหน้าตามกำหนด และมีแนวโน้มได้รับการอนุมัติภายหลังการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งเลื่อนจากต้นเดือนเมษายนเป็นวันที่ 14–15 พฤษภาคม โดยไต้หวันยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณความล่าช้าของดีลดังกล่าว
|