|
1. ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันจันทร์ โดยได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะคลี่คลาย หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐฯ และอิหร่านมีความคืบหน้าในการเจรจาในเชิงสร้างสรรค์ และมีโอกาสสูงที่จะบรรลุข้อตกลงได้ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนเริ่มชะลอลงในช่วงถัดมา หลังทางการอิหร่านออกมาปฏิเสธการมีการเจรจาดังกล่าว ทั้งนี้ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.2% ปิดที่ระดับ 6,581.04 จุด โดยระหว่างวันได้ปรับขึ้นสูงสุดราว 2.3% ขณะที่ดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 1.4% ปิดที่ 21,946.76 จุด ปรับตัวลงจากจุดสูงสุดระหว่างวันที่ระดับ 2.5% และดัชนี Dow Jones เพิ่มขึ้น 1.4% ปิดที่ 46,208.53 จุด ลดลงจากจุดสูงสุดระหว่างวันที่ระดับ 2.5%
2. ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งชะลอการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไปเป็นเวลา 5 วัน และคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วทันทีที่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ โดยมองว่ารายได้เพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยที่อิหร่านอาจได้รับจากการส่งออกน้ำมัน จะไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อสงคราม อย่างไรก็ตาม ทางการอิหร่านได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีการเจรจาใด ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม พร้อมย้ำจุดยืนเดิมต่อเงื่อนไขในการยุติสงคราม ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลดลง 8.6% ปิดที่ 100.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ลดลง 9.4% ปิดที่ 88.86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
3. Morgan Stanley มองว่าการปรับฐานของตลาดหุ้นใกล้สิ้นสุด และยังคงเป็นเพียงการพักฐานในแนวโน้มขาขึ้น โดย Valuation ได้ปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากค่า Forward P/E ของดัชนี S&P 500 ที่ลดลงราว 15% นับตั้งแต่เดือนตุลาคม ซึ่งใกล้เคียงกับระดับการปรับฐานในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง โดยคาดว่า Earnings Growth จะเร่งตัวเข้าใกล้ระดับ 20% อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงหลักยังอยู่ที่การดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดของธนาคารกลาง โดยเฉพาะ Fed ซึ่งยังให้น้ำหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อ ขณะที่ความสัมพันธ์เชิงลบระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรกับตลาดหุ้นเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
4. เกาหลีใต้รายงานยอดส่งออกช่วงวันที่ 1–20 มี.ค. เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึง 50.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า แตะ 5.33 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวสู่ระดับ 1.86 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่สินค้าหลักอื่น เช่น รถยนต์ ผลิตภัณฑ์น้ำมัน เหล็ก อุปกรณ์สื่อสาร และเครื่องใช้ไฟฟ้า ต่างขยายตัวในระดับสูงเช่นกัน ด้านการนำเข้าเพิ่มขึ้น 19.7% สู่ 4.12 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เกาหลีใต้เกินดุลการค้า 1.21 หมื่นล้านดอลลาร์
|