1.แรงกดดันจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มธนาคารฉุดตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวลดลง โดยดัชนี Nasdaq ปรับลดลงมากที่สุด ลดลง 1.00% ปิดที่ 23,471.75 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.53% ปิดที่ 6,926.99 จุด และดัชนี Dow Jones ลดลง 0.09% ปิดที่ 49,149.75 จุด แรงขายในหุ้นเทคโนโลยีมีสาเหตุหลักจากสำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อว่ารัฐบาลจีนได้ออกมาตรการจำกัดการนำเข้าชิป H200 ของ Nvidia ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ นำโดย NVIDIA และ Broadcom ที่ปรับตัวลง 1.37% และ 4.15% ตามลำดับ ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง โดย Bank of America และ Citigroup ปรับตัวลง 3.71% และ 3.37% ตามลำดับ แม้ผลประกอบการดีกว่าคาด ส่วน Wells Fargo ร่วงลง 4.61% หลังรายได้ต่ำกว่าคาดการณ์ 2. ราคาทองคำและราคาเงินปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ โดยราคาทองคำแตะระดับสูงสุดที่ 4,643.18 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาเงินปรับตัวโดดเด่นกว่าทองคำ พุ่งขึ้นกว่า 7% ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 93.49 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งทองคำและเงินได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ควบคู่กับความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้ง และอาจเพิ่มเป็น 3 ครั้ง หากตลาดแรงงานชะลอตัวลงต่อเนื่อง นอกจากนี้ ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐ ภายหลังรัฐบาลทรัมป์เปิดการสอบสวนทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับประธาน Fed เจอโรม พาวเวลล์ ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำเพิ่มเติม 3. สำนักงานศุลกากรจีนรายงานยอดการส่งออกในเดือนธันวาคมปรับเพิ่มขึ้น 6.6% เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าคาดการณ์ไว้ที่ 3% และเร่งตัวจากเดือนพฤศจิกายนที่ 5.9% ขณะที่ยอดนำเข้าในเดือนเดียวกันขยายตัว 5.7% สูงกว่าคาดการณ์ที่ 0.9% และนับเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 3 เดือน จากตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้ตลอดปี 2568 จีนมียอดเกินดุลการค้ารวมทั้งสิ้น 1.19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้การส่งออกไปยังสหรัฐฯจะชะลอลงจากการปรับขึ้นภาษีศุลกากร อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกของจีนยังคงเร่งขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การเติบโตของภาคส่งออกที่แข็งแกร่งช่วยบรรเทาผลกระทบจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแอได้ในระดับหนึ่ง 4. จีนส่งออกแร่หายากจำนวน 17 ชนิด รวมทั้งสิ้น 62,585 ตันในปี 2568 เพิ่มขึ้น 12.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าและแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี ทั้งนี้ แร่หายากถือเป็นวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ โดยการขยายตัวของการส่งออกดังกล่าวสะท้อนถึงความต้องการแร่หายากที่ยังอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
|