|
1. หุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดทรงตัว หลังตลาดเปลี่ยนกลุ่มเล่น ดัชนี S&P 500 เมื่อคืนนี้ปิดปรับตัวที่ 7,483.24 จุด แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า หลังจากตลาดเริ่มเปลี่ยนกลุ่มเล่น โดยอุตสาหกรรมสุขภาพ, สินค้าอุปโภคบริโภค, สาธารณูปโภค และวัสดุอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มผู้ผลิตชิปที่ขึ้นมาตลอดทางกลับถูกเทขาย บ่งชี้ว่าตลาดมีการเปลี่ยนกลุ่มลงทุนไปยังกลุ่มที่มีความปลอดภัย (defensive) และสามารถส่งผ่านต้นทุนให้กับลูกค้าได้ เท่ากับว่ายังคงมีความกังวลเรื่องเงินเฟ้ออยู่
2. ตัวเลขตำแหน่งงานของสหรัฐฯ ออกมาอ่อนกว่าคาด ตลาดประเมินคงดอกเบี้ยมากขึ้น เมื่อคืนนี้มีการประกาศตัวเลข NFP หรือการจ้างงานนอกภาคการเกษตรในประจำเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 5.7 หมื่นตำแหน่ง ต่ำกว่าคาดของตลาดที่ 1.1 แสนตำแหน่ง นับว่าอ่อนที่สุดนับตั้งแต่กุมภาพันธ์ปี 2026 ส่วนตัวเลขผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.2% ลดลงเล็กน้อย ทำให้ตลาดเริ่มมองว่าคงดอกเบี้ยในปีนี้มากขึ้น และข้อมูลจาก CME FedWatch Tool บ่งชี้ว่าตลาดประเมินลดโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายนเหลือ 46.8% ด้านค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเล็กน้อยส่วนทองคำกลับมาซื้อขายที่ราคา 4,125 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังการประกาศตัวเลขตำแหน่งงานดังกล่าว
3. Kioxia เริ่มส่งมอบชิปตัวอย่างหน่วยความจำรุ่นใหม่สำหรับงานด้านศูนย์ข้อมูล ชิปหน่วยความจำสำรองรุ่นใหม่ดังกล่าวเป็นแบบความจุสูงและผลิตในรูปแบบ 3 มิติ มีจำนวนทั้งหมด 332 ชั้น โดยถือเป็นรุ่นที่ 10 ซึ่งชิปเหล่านี้นอกจากจะขายให้ลูกค้าแล้ว บริษัทยังมีแผนในการใช้งานจริงที่บริษัทของตนเองด้วย ณ โรงงานในจังหวัดอิวาเตะของญี่ปุ่น
4. Private Credit ยังถูกกดดันต่อเนื่อง จบไตรมาส 2 ยอดไถ่ถอนยังขึ้นต่อเนื่อง สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าตัวเลขการไถ่ถอนของ Private Credit ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยยอดไถ่ถอนในไตรมาส 2 ของปีนี้ที่นักลงทุนไม่สามารถไถ่ถอนได้ เนื่องจากติดข้อกำหนดของกองทุน (Redemption Gate) อยู่ที่ 1.45 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยกองทุนของ Blue Owl โดนมากที่สุดอยู่ที่ 38.1% สำหรับกองทุน Blue Owl Technology Income ส่วน Ares ผู้นำในตลาดนี้ยังโดนไถ่ถอนที่ 14.4% สำหรับกองทุนหลัก Ares Strategic Income
|